Eddie Murphy คว้าตำแหน่งใน SNL แทน Robert Townsend ได้อย่างไร
Far Out Magazine รายงานย้อนเหตุการณ์คัดเลือกนักแสดงของรายการ Saturday Night Live (SNL) ในปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่รายการสูญเสียนักแสดงหลักอย่าง John Belushi และ Dan Aykroyd ไป ขณะที่ผู้ก่อตั้งรายการ Lorne Michaels ก็พักงานชั่วคราว ทำให้เกิดสุญญากาศด้านการนำทีม โปรดิวเซอร์ Jean Doumanian ต้องรับผิดชอบคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่ ในรอบออดิชั่นครั้งนั้นมีทั้ง Eddie Murphy จากบรูคลิน และ Robert Townsend ที่มีชื่อเสียงจากการแสดงสแตนด์อัพในรายการ Tonight Show with Johnny Carson มาแล้ว ผลปรากฏว่า Murphy ได้ตำแหน่งไป ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่อเส้นทางอาชีพของทั้งสองคนในทศวรรษต่อมา
การตัดสินใจที่มีตำแหน่งเดียว
ตามคำบอกเล่าของ Neil Levy ผู้ทำงานอยู่ใน SNL ช่วงนั้น Doumanian เดิมทีตั้งใจให้ Townsend รับบทนักแสดงผิวสีของรายการ หลัง Murphy ออดิชั่นจบและเดินออกไป Doumanian ให้ความเห็นว่า "เขาก็ดีนะ แต่ฉันชอบ Robert Townsend มากกว่า" Levy ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ เขาบอกว่าตัวเอง "I went nuts" (ผมโมโหมาก) ถึงขั้นขู่จะลาออก จุดสำคัญคือรายการตั้งใจจะรับนักแสดงผิวสีเพียงคนเดียว และในตอนนั้น Townsend ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ทำให้ Doumanian เปลี่ยนใจมาเซ็นสัญญากับ Murphy แทน
จาก SNL สู่ค่าตัวระดับหนังทำเงินหลายร้อยล้าน
หลังเข้าร่วมรายการได้ไม่กี่เดือน Murphy ก็กลายเป็นตัวหลักของ SNL สร้างตัวละครอย่าง Buckwheat และ Gumby ที่คำพูดติดปากถูกเลียนแบบไปทั่วอเมริกา หลังอยู่ในรายการครบสี่ซีซั่น เขาผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ ร่วมแสดงกับ Aykroyd ในเรื่อง Trading Places และบันทึกการแสดงสแตนด์อัพระดับตำนานสองชุด หนึ่งในนั้นคือ Raw ปี 1987 ซึ่งมี Robert Townsend เป็นผู้เปิดการแสดงอุ่นเครื่อง
ก่อนสิ้นสุดทศวรรษ 1980 Murphy กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ได้ค่าตัวสูงที่สุดในฮอลลีวูด ภาพยนตร์เรื่อง Coming to America, 48 Hours และ Beverly Hills Cop สองภาครวมกันทำรายได้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 1990 ตอนถ่ายทำ Another 48 Hrs เขาได้ค่าตัวประมาณ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเรื่อง
เบื้องหลังการเติบโต
ในวัยรุ่น Murphy ยึด Richard Pryor เป็นต้นแบบ พร้อมทั้งศึกษาการใช้เสียงและการสลับบทบาทของ Robin Williams รวมถึงการใช้ร่างกายเพื่อสร้างเสียงหัวเราะแบบ Bruce Lee และ Charlie Chaplin ประสบการณ์ชีวิตที่พ่อถูกฆาตกรรม แม่ต้องเลี้ยงดูเขาตามลำพังและรับสวัสดิการสังคมเพราะป่วย รวมถึงช่วงที่เขาเคยถูกส่งไปอยู่บ้านอุปถัมภ์ ล้วนกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการแสดงสแตนด์อัพของเขาในเวลาต่อมา ตั้งแต่วัยรุ่น เขาเป็นที่รู้จักในวงการแสดงสดของนิวยอร์ก จนเป็นเหตุให้ SNL สังเกตเห็นเขา